1.    ทั่วไป
1.1    ในข้อกำหนดและเงื่อนไขการขาย (เลนส์) นี้นั้น :
 “เงื่อนไข” หมายถึงข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ถูกกำหนดและระบุไว้ในเอกสารนี้และเอกสารเงื่อนไขการใช้งานเครื่องหมายการค้าและชิ้นงานทางการตลาด ตามที่ได้แก้ไขเป็นครั้งคราวและเผยแพร่บนเว็บไซต์
 “สัญญา” หมายถึง ข้อตกลงที่กระทำร่วมกันระหว่างลูกค้าและผู้ผลิตสำหรับการสั่งซื้อสินค้าตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้
“ลูกค้า” หมายถึงผู้คน องค์กร หรือบริษัทผู้สั่งซื้อสินค้ากับผู้ผลิต
“GST” หมายถึง สินค้าและภาษีบริการ (หรือภาษีประเภทอื่นๆตามขอบเขตกฏหมายกำหนดเช่นภาษีมูลค่าเพิ่ม)
 “สินค้า” หมายถึง [วัสดุอุปกรณ์และ Rx Optical Lenses] ที่เป็นปัจจัยหลักของการขายและการผลิตระหว่างคู่ค้า
 “การสั่งซื้อ” หมายถึงการสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้า ไม่ว่าช่องทางใด (ไม่ว่าจะเป็นใบสั่งซื้อ โทรสาร อีเมล์ การโทรติดต่อผ่านศูนย์ให้บริการลูกค้า Whatsapp ผ่านระบบการสั่งซื้อ หรือช่องทางการสั่งซื้อทางออนไลน์อื่นๆ) หรือวิธีใดก็ตาม
“ระบบการสั่งซื้อ” (หากมีการใช้งาน), หมายถึงระบบการสั่งซื้อสินค้า (เช่น “Essicilq”) ของผู้ผลิตที่ให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด
“คู่ค้า” หมายถึง ลูกค้าและผู้ผลิต และคำว่า “คู่ค้า” สามารถหมายถึงใครก็ได้ตามที่ได้กล่าวข้างต้น
“นโยบายความเป็นส่วนตัว” หมายถึง นโยบายความเป็นส่วนตัวของผู้ผลิตตามที่ได้เผยแพร่ในเว็บไซต์และถูกแก้ไขเป็นครั้งคราว
“จุดประสงค์” หมายถึง จุดประสงค์ที่ระบุไว้ในนโยบายความเป็นส่วนตัว
“ผู้ผลิต” หมายถึง บริษัท Essilor Distribution (Thailand) จำกัด หรือบริษัทในเครือ (ถือว่ามีความสำคัญเทียบเท่ากัน) และ
“เว็บไซต์” หมายถึง การเข้าถึงเว็บไซต์ได้ผ่านทางลิงก์ https://www.essilor.co.th/en.
1.2    ลูกค้าได้อ่าน รับทราบ และยอบรับเงื่อนไขต่างๆเมื่อทำการสั่งซื้อสินค้าใดๆจากผู้ผลิต 
1.3    เงื่อนไขที่ระบุไว้มีผลบังคับใช้กับทุกการสั่งซื้อกับผู้ผลิตที่มีการจัดส่งภายในประเทศไทย หรือพื้นที่อื่นๆที่ผู้ผลิตสามารถจัดส่งได้ มีผลบังคับใช้กับการงดเว้นเงื่อนไขใดๆก็ตามที่ลูกค้าเป็นผู้กำหนดหรืออาจบอกเป็นนัยจากการแลกเปลี่ยน ปรับเปลี่ยน หรือตามวิธีที่เคยปฏิบัติมา และจะเป็นไปตามเฉพาะเท่าที่กฎหมายที่ใช้บังคับอนุญาตให้กระทำได้เท่านั้น การเสนอราคาและการสั่งซื้อทั้งหมดจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ซึ่งถือว่ามีอำนาจบังคับใช้เหนือเงื่อนไขที่ปรากฏบนแคตาลอตของผู้ผลิตหรือที่ใดๆก็ตาม และไม่สามารถบังคับใช้กับเงื่อนไขหรือข้อตกลงที่กำหนดหรืออ้างอิงตามวิธีที่เคยปฏิบัติมาระหว่างผู้ผลิตและลูกค้าได้ เว้นเสียแต่จะเป็นการตกลงร่วมกันระหว่างผู้ผลิตและลูกค้าโดยมีเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร
1.4    ผู้ผลิตขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไขเงื่อนไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า การแก้ไขเงื่อนไขใดๆนั้นจะไม่ส่งผลกระทบถึงการสั่งซื้อสินค้าที่ผู้ผลิตได้รับการยืนยันการสั่งซื้อตามเงื่อนไขที่ได้ระบุไว้ก่อนหน้า
2.    การสั่งซื้อ
2.1    การสั่งซื้อโดยลูกค้านั้นถือเป็นข้อผูกมัดของลูกค้า เว้นแต่จะถูกปฏิเสธการสั่งซื้อโดยผู้ผลิต
2.2    ลูกค้าจะเป็นผู้รับผิดชอบการยืนยันเงื่อนไขการสั่งซื้อและข้อมูลของสินค้าที่ต้องการสั่งซื้อให้มีความถูกต้องและแม่นยำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำอธิบายและจำนวนของสินค้าจะต้องระบุไว้ในการสั่งซื้ออย่างชัดเจน หากเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับเงื่อนไขการสั่งซื้อ ให้ถือว่าข้อมูลที่ลูกค้าระบุมาในระบบสั่งซื้อ (หากมี) เป็นที่สิ้นสุด
2.3    การสั่งซื้อนั้นจะต้องได้รับการยืนยันจากผู้ผลิต และมีสัญญาประกอบไม่ว่าจะเป็นสัญญาทางลายลักษณ์อักษรหรือการตกลงทางวาจาตามที่ผู้ผลิตได้เจรจากับลูกค้า การสั่งซื้อทุกครั้งที่ได้รับการยืนยันจากผู้ผลิตแล้ว ให้ถือว่าเป็นการสั่งซื้อตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ยกเว้นในกรณีที่มีเอกสารทางลายลักษณ์อักษรจากผู้ผลิต และให้ถือว่าผู้ผลิตมีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจที่จะยกเลิกการสั่งซื้อจากลูกค้าได้
2.4    เพื่อเป็นการเลี่ยงข้อสงสัยที่อาจเกิดขึ้นได้ ลูกค้าไม่สามารถทำการยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนรายละเอียดการสั่งซื้อใดๆได้ เว้นเสียแต่ได้รับการยินยอมจากผู้ผลิตให้สามารถยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนรายละเอียดการสั่งซื้อได้ ตามจุดประสงค์ของข้อ 2.4 นี้ ให้ถือว่าการตัดสินใจของผู้ผลิตเป็นที่สิ้นสุดและลูกค้ายินยอมกับเงื่อนไขดังกล่าว 
2.5    ตัวอย่าง รายละเอียด และภาพประกอบของสินค้าในแคตาลอค โบรชัว ลิสต์ราคา หรือการโฆษณาของผู้ผลิตที่ได้รับการเผยแพร่ออกไปนั้นไม่สามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาได้ หากแต่สามารถนำมาใช้เป็นแนวความคิดตัวอย่างของสินค้าได้เท่านั้น
2.6    ลูกค้าเป็นผู้รับผิดชอบในการตัดสินความเหมาะสมกับการใช้งานสินค้ากับวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจจะนำไปใช้ หากลูกค้าร้องขอการปรับเปลี่ยนรายละเอียดของสินค้าและได้รับการอนุมัติอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ผลิต การปรับเปลี่ยนของสินค้าเพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าจะขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนตามมาตราฐานการใช้งานที่เหมาะสม
2.7    ผู้ผลิตขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไขรายละเอียดของสินค้าหากมีความจำเป็นทางกฎหมายโดยไม่ต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบล่วงหน้า
2.8    ผู้ผลิตสงวนสิทธิ์ในการเปิดบัญชีและการดำเนินการสั่งซื้อตามเงื่อนไขของผู้ผลิตโดยอ้างอิงตามข้อมูลหรือเอกสารของลูกค้า (เช่นเอกสารการจดทะเบียนบริษัท เอกสารทะเบียนการค้าหรือเทียบเท่า เอกสารงบการเงินหรือเอกสารทางการธนาคาร) เพื่อให้การตรวจสอบความน่าเชื่อถือทางด้านการเงินและทรัพย์สินของลูกค้าต่อผู้ผลิตเป็นไปอย่างราบรื่นและสนองนโยบาย “การรู้จักลูกค้า” ของผู้ผลิต
2.9    ผู้ผลิตขอสงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธการสั่งซื้อหรือการยุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจในกรณีที่ลูกค้ากระทำการขัดต่อกฎหมายในการขายสินค้า หรือผู้ผลิตตรวจพบว่าสินค้าที่เกี่ยวกับนัยน์ตาไม่ได้ถูกจำหน่ายด้วยวิธีที่ถูกต้อง (รวมถึงเงื่อนไขการให้คำแนะนำ การวัดสายตา การปรับระดับสายตา และอื่นๆ)
3.    การรับประกัน
3.1    ตามเงื่อนไขและวิธีการทำหนดไว้ในหัวข้อ 4 ผู้ผลิตให้การรับประกันกับสินค้าที่มีข้อบกพร่องหรือตำหนิการใช้งานจากการผลิต ผู้ผลิตให้การรับประกันว่าสินค้าที่จัดส่งนั้นจะต้อง : ก) บรรจุอุปกรณ์ทั้งหมดตามที่ได้ระบุไว้ในรายละเอียดสินค้า ข) ไม่มีข้อบกพร่องในการออกแบบ วัสดุ และงานฝีมือ ค) มีมาตรฐานการใช้งานที่น่าพึงพอใจ การรับประกันนั้นมีอายุเป็นเวลา ก) วัน/เดือน และ ข) 1 ปีสำหรับการเคลือบ และการรับประกันทั้งสองนั้นจะเริ่มนับจากวันที่ออกใบแจ้งหนี้จากผู้ผลิต
3.2    เพื่อการไม่จำกัดเรื่องนัยทั่วไปของงข้อความที่กล่าวมาแล้วและเพื่อหลีกเลี่ยงข้อสงสัย ผู้ผลิตจะไม่รับผิดชอบใดๆต่อเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (i) ความบกพร่องทางการใช้งานอันเกิดจากความละเลย ความประมาท การใช้งานผิดประเภท ความเสียหาย หรือความสึกหรอจากการใช้งานของลูกค้า และ/หรือ (ii) การใช้งานสินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือการบริการอื่นๆที่อาจจะทำให้เกิดความเสียหายกับสินค้าได้ รวมถึงแต่จำกัดเฉพาะความเสียหายใดๆต่อกรอบแว่นที่ลูกค้าหรือคู่ค้าของลูกค้าจัดส่งให้ผู้ผลิตเพื่อวัตถุประสงค์ในการตัดขอบหรือเลนส์
3.3    การรับประกันที่กำหนดไว้ตามเงื่อนไขจะถือเป็นโมฆะหากไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำในการติดตั้ง การใช้งาน หรือการบำรุงรักษา หรือหากมีการใช้งานวัสดุทดแทน หรือวัสดุที่ใช้นั้นไม่ตรงตามคุณสมบัติของวัสดุดั้งเดิมที่ผู้ผลิตระบุไว้ เว้นเสียแต่ลูกค้าสามารถชี้แจ้งได้ว่าข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มาจากการไม่ปฏิบัติตามคำแนะ ลูกค้าจะไม่มีสิทธิ์ในการเรียกร้องผู้ผลิตต่อสินค้าที่มีการใช้งานได้แล้ว
3.4    การรับประกันและเงื่อนไขทั้งหมดที่เกินกว่าขอบเขตที่ได้ระบุข้างต้น (ไม่ว่าปรากฎอย่างชัดแจ้งหรือโดยปริยายทางกฎหมาย) จะถูกสงวนสิทธิ์และถือว่าไม่รวมอยู่ในขอบเขตที่กฎหมายบังคับใช้อนุญาต ตราบเท่าที่สินค้ามีคุณภาพเชิงพาณิชย์ที่ดี ผู้ผลิตจะไม่ยืนยันถึงความเหมาะสมในการใช้งานสำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะ แม้ว่าผู้ผลิตจะทราบถึงวัตถุประสงค์ดังกล่าวก็ตาม
3.5    การรับประกันการปรับใช้สินค้า
(i)    เลนส์โปรเกรสซีฟของ Varilux®, NIKON® ที่ไม่รวมเลนส์โปรเกรซีฟอื่นๆ รวมถึงเลนส์ EYEZEN® นั้นได้รับการรับประกันการปรับใช้จาก Varilux® ซึ่งได้รับการเผยแพร่ในวงกว้างและถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของเลนส์ที่ขาดไม่ได้ ด้วยข้อเสนอนี้ ผู้สวมใส่มีเวลา […] วันนับตั้งแต่วันที่ส่งของให้แก่ลูกค้าในการแจ้งปัญหาในการใช้งานตามปกติ ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการดูแลรักษาสายตา ท่านจำเป็นต้องแจ้งผู้สวมใส่ถึงจำนวนวันของการรับประกันการปรับใช้ของ Varilux® ที่ผู้ผลิตจัดหาให้ 
(ii)    ความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากผู้ผลิตต่อการรับประกันการปรับใช้ของ Varilux® ขึ้นอยู่กับ (ก) การแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรโดยลูกค้าถึงผู้ผลิตแจ้งถึงความยากลำบากในการปรับใช้ ภายในระยะเวลาสูงสุดที่ [60 วัน] หลังจากวันส่งของที่ระบุไว้บนใบส่งของ และ (ข) การจัดหาข้อมูลที่จำเป็นโดยลูกค้าเพื่อผู้ผลิตในการวิเคราะห์ถึงความยากลำบากในการปรับใช้ 
(iii)    หากความยากลำบากในการปรับใช้นั้นทำให้เกิดการดัดแปลงอุปกรณ์แม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากทีมมืออาชีพจากผู้ผลิตตามเกณฑ์การนัดหมาย ผู้ผลิตจะจัดหาเลนส์โปรเกรสซีฟอันใหม่ที่มีดีไซน์เดิมให้แก่ลูกค้า และจะทำการคืนเงินของสินค้าอันแรกจากการได้รับเลนส์ที่ไม่พอดีคืนประกอบกับสำเนาใบส่งเลนส์ หากเกิดกรณีพิเศษที่ทำให้ไม่สามารถส่งสินค้าทดแทนได้ และจำเป็นจะต้องใช้อุปกรณ์อื่น ผู้ผลิตจะให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าในการเปลี่ยนเลนส์เป็นครั้งที่สอง
4.    การคืนสินค้า
4.1    ลูกค้าเป็นผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบรายละเอียด จำนวน และสภาพอุปกรณ์ของสินค้าเมื่อรับของ สินค้าจะสามารถถูกส่งคืนได้ในกรณีเดียวเท่านั้นหากมีเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ผลิต เว้นเสียแต่สินค้าที่ลูกค้าได้รับมีความเสียหายตั้งแต่ต้นทางหรือเป็นการส่งสินค้าผิด
4.2    สินค้าที่ต้องการส่งคืนผู้ผลิตนั้นจะต้องถูกส่งกลับ มีประกัน และได้รับการชำระค่าส่งถึงคลังสินค้าของผู้ผลิตภายใน 2 สัปดาห์นับตั้งแต่วันที่ผู้ผลิตจัดส่งสินค้า โดนสินค้าต้องอยู่ในสภาพเดิมโดยมีการระบุถึงรายละเอียดและจำนวนของสินค้าที่ส่งกลับอย่างชัดเจน รวมถึงเหตุผลในการคืนสินค้า เลขที่ใบแจ้งหนี้ และสำเนาเอกสารการจัดส่งสินค้าคืนผู้ผลิต
4.3    ผู้ผลิตมีสิทธิ์ (แต่ไม่ถือเป็นหน้าที่รับผิดชอบ) ในการออกใบลดหนี้สำหรับสินค้าที่ลูกค้าส่งคืนตามเงื่อนไข และใบลดหนี้นั้นสามารถใช้เพื่อหักค่าใช้จ่ายจำนวนเต็มของสินค้าหรือค่าใช้จ่ายในการส่งสินค้าตามที่ลูกค้าต้องชำระให้กับผู้ผลิต
4.4    ในกรณีที่ลูกค้ามีคำร้องขอคืนสินค้าเนื่องจากสินค้ามีปัญหา ผู้ผลิตจะเป็นผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบสินค้าและสินค้าจะต้องอยู่ในสภาพเดิม ผู้ผลิตจะเป็นผู้รับผิดชอบในการตัดสินใจซ่อมหรือเปลี่ยนสินค้าให้กับลูกค้าหากว่าสินค้านั้นเกิดปัญหาตามที่ระบุไว้ในการรับประกันแม้ว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงอาจสูงกว่าราคาจริงที่ลูกค้าชำระเงิน ผู้ผลิตมีสิทธิ์ในการปฏิเสธการคืนสินค้าที่เกิดปัญหาหากลูกค้าไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการคืนสินค้า ลูกค้าสามารถส่งคำร้องในกรณีที่มีความต้องการการคืนสินค้าภายใน 5 วันหลังจากการส่งของ และไม่สามารถทำการระงับการจ่ายเงินให้กับผู้ผลิตได้
4.5    หากผู้ผลิตมีการเรียกคืนสืนค้าที่เสียหาย สินค้าที่ถูกส่งคืนมาถือเป็นทรัพย์สินของผู้ผลิตทั้งหมด
5.    ราคา
5.1    ราคาของสินค้าที่ต้องชำระเงินนั้นจะถูกระบุไว้ในใบแจ้งหนี้ของผู้ผลิต หรือ (ในกรณีที่ไม่มีราคาระบุไว้) อ้างอิงได้จากราคาใน Price List ของผู้ผลิตตามวันส่งของ ราคาของสินค้านั้นเป็นราคาสุทธิ และไม่รวมถึงค่าขนส่งหรือค่าบริการอื่นๆ และลูกค้าจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น
5.2    ผู้ผลิตมีสิทธิ์ในการปรับราคาของสินค้าขึ้นได้หากเห็นว่าเหมาะสมให้ปรับขึ้นเนื่องจากการขึ้นราคาของต้นทุนการผลิต แรงงาน ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ หรือค่าใช้จ่ายจากการล่าช้าในการส่งของอันเป็นหตุมาจากลูกค้า หรือด้วยเหตุผลใดก็ตาม และผู้ผลิตจะเป็นผู้แจ้งลูกค้าเรื่องการปรับขึ้นราคา
6.    การชำระเงิน
6.1    การชำระเงินจากการสั่งซื้อสินค้านั้นจะต้องเป็นการชำระเงินเต็มจำนวน ไม่มีการหักใดๆทั้งสิ้น และจะต้องทำจ่ายเงินไปยังบัญชีธนาคารตามที่จะได้รับแจ้งจากผู้ผลิต และจะต้องทำจ่ายภายในระยะเวลาการทำจ่ายตามที่ผู้ผลิตกำหนด
6.2    หากไม่มีการระบุวันที่ต้องชำระเงินในการสั่งซื้อ ให้ถือว่าการชำระเงินทั้งหมดของการสั่งซื้อจะใช้เวลาทั้งหมดไม่เกิน 60 วันในการวางบิล
6.3    หากมีการเรียกเก็บภาษีที่เกี่ยวข้องกับยอดชำระเงินของลูกค้า ลูกค้าจะต้องจ่ายภาษีให้แก่ผู้ผลิตพร้อมกับการชำระเงินตามใบแจ้งหนี้ ลูกค้าจะต้องชำระภาษีและค่าใช้จ่ายอื่นๆคืนให้แก่ผู้ผลิตในส่วนที่ผู้ผลิตได้ชำระไว้ล่วงหน้าแล้วตามที่ระบุไว้ในสัญญาเท่าที่ผู้ผลิตไม่ได้เก็บเงินเต็มจำนวนเพื่อการชำระภาษีดังกล่าว
6.4    ยอดชำระเงินที่ได้ตกลงกันตามสัญญานั้นจะต้องมีการทำจ่ายเป็นเงินสดด้วยสกุลเงินที่ระบุไว้ในใบแจ้งหนี้ และปราศจากการหักส่วนต่าง หนี้สิน หรือภาษีใดๆ เว้ยเสียแต่จะได้ถูกระบุไว้ตามกฏหมายกำหนด หากมีการหักภาษีตามกฏหมายกำหนดหรือหน่วยงานด้านภาษีมีการให้ชำระภาษีของยอดชำระทั้งหมดตามที่ระบุไว้ในสัญญา ยอดชำระทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนเพื่อให้ยอดเงินสุทธิที่ผู้ผลิตได้รับและตามที่ระบุไว้ในสัญญาเป็นจำนวนเดียวกันหากไม่มีการหักภาษีหรือค่าใช้จ่ายใดๆ ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดจะเป็นความรับผิดชอบของลูกค้า
6.5    ผู้ผลิตมีสิทธิ์ในการเรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปีของยอดรวมทั้งหมดรวมถึงยอดที่ยังไม่ได้ชำระ นับตั้งแต่วันที่กำหนดชำระและวันที่ชำระเงินทั้งก่อนและหลังการประเมิน และลูกค้าไม่มีสิทธิ์ในการระงับหรือเลื่อนการชำระเงินให้แก่ผู้ผลิตไปหลังจากวันที่ครบกำหนดได้ หรือทำให้เกิดความเสียหายหรือผลกระทบต่อของภาวะหนี้สินต่อผู้ผลิต
6.6    ผู้ผลิตสามารถเรียกร้องให้ลูกค้าทำการชำระเงินล่วงหน้าเป็นจำนวนหนึ่งหรือจำนวนเต็มสำหรับการจัดส่งสินค้าได้
6.7    ผู้ผลิตขอสงวนสิทธิ์ตามดุลยพินิจแต่เพียงผู้เดียว และให้เป็นไปตามสมควรโดยคำนึงถึงความน่าเชื่อถือของลูกค้าที่จะกำหนดวงเงินเครดิตของลูกค้าโดยที่ผู้ผลิตสามารถพิจารณาวงเงินใหม่ได้โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบล่วงหน้าเว้นเสียแต่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
6.8    หากลูกค้า(ก) ไม่สามารถชำระเงินภายในระยะเวลาที่กำหนดได้ หรือ (ข) มียอดใช้จ่ายเกินวงเงินเครดิตที่กำหนดไว้โดยผู้ผลิต ผู้ผลิตมีสิทธิ์ในการกระทำตามเงื่อนไขดังข้อไปนี้โดยปราศจากผลกระทบใดๆที่อาจเกิดขึ้น (i) ยกเลิกสัญญาหรือข้อตกลงอื่นๆระหว่างผู้ผลิตและลูกค้า (ii) ยุติกระบวนการสั่งซื้อหรือระงับการขนส่งจนกว่าจะมีการชำระเงินจากลูกค้า และในกรณีนั้นจะถือว่าจำนวนเงินค้างชำระทั้งหมดที่ลูกค้าต้องชำระให้แก่ผู้ผลิตจะครบกำหนดและมีผลให้ชำระทันที (iii) ยกเลิกเงินคืน ส่วนลด หรือสิ่งจูงใจทางการขายและการตลาดที่ผู้ผลิตให้แก่ลูกค้าแต่ยังไม่ได้เครดิต และ/หรือ (iv) เรียกร้องให้ลูกค้าชำระเงินสดหรือด้วยวิธีอื่นๆตามแต่ผู้ผลิตเลือกสำหรับการสั่งซื้อล่วงหน้าก่อนการจัดส่ง ทุกเงื่อนไขดังกล่าวมีผลในทุกกรณีจะกว่าลูกค้าจะชำระเงินตามที่ระบุไว้ในใบแจ้งหนี้และชำระภายในวงเงินเครดิตที่กำหนดไว้
6.9    ในกรณีที่ชำระเงินด้วยตั๋วแลกเงิน เช็ค หรือวิธีการทำจ่ายอื่นๆตามที่ได้ตกลงกันไว้ ผู้ผลิตจะถือว่ายังไม่ได้รับชำระเงินตามวัตถุประสงค์ของเงื่อนไขที่กำหนดจนกว่าตั๋วแลกเงิน เช็ค หรือการชำระเงินด้วยวิธีการอื่นๆจะได้รับการยืนยันการชำระอย่างเป็นทางการ แม้ว่าผู้ผลิตอาจมีการเจรจาและได้รับการชำระเงินแล้วก็ตาม
6.10    ผู้ผลิตสามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่ลูกค้าค้างชำระแก่ผู้ผลิตได้โดยไม่จำกัดสิทธิ์หรือการประนีประนอมใดๆ
7.    การจัดส่งและความเสี่ยง
7.1    วันที่ในการจัดส่งสินค้านั้นเป็นเพียงการประมาณการเท่านั้น และเวลาในการจัดส่งนั้นไม่ถือเป็นเนื้อหาสำคัญของสัญญา ผู้ผลิตมีสิทธิ์ในการยกเลิกหรือระงับการจัดส่งสินค้าบางส่วนหรือทั้งหมดได้หากผู้ผลิตประสบกับเหตุการณ์สุดวิสัยในการส่งสินค้า ในกรณีที่ผู้ผลิตตัดสินใจระงับการส่งสินค้า ระยะเวลาในการจัดส่งสินค้านั้นจะเลื่อนออกไปเยบเท่ากับจำนวนวันและเวลาที่ของเหตุสุดวิสัยนั้นๆที่ทำให้ไม่สามารถทำการส่งสินค้าได้ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อสงสัย การส่งสินค้าล่าช้า (ไม่ว่าจะเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือเหตุผลใดๆก็ตาม) ไม่สามารถทำให้ลูกค้ายกเลิกหรือปฏิเสธการจัดส่งสินค้า หรือเรียกร้องการชดเชยหรือค่าสินไหมทดแทนภายใต้สัญญาได้ ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ นิยามของ เหตุสุดวิสัย หมายถึงเหตุการณ์ที่อยู่เหนือการควบคุมของผู้ผลิตหรือลูกค้าที่ไม่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้าในวันที่ร่างสัญญาขึ้น และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่สมเหตุสมผล
7.2    การจัดส่งเป็นงวด : โดยปกติแล้ว รายการสั่งซื้อนั้นจะถูกจัดส่งเต็มจำนวน แต่หากเกิดปัญหาการขาดแคลนสินค้าหรือเหตุผลใดๆก็ตามที่อยู่นอกเหนือความควบคุมของผู้ผลิต ผู้ผลิตอาจทำการจัดส่งสินค้าเป็นงวดหากไม่มีการปฏิเสธจากลูกค้า หากผู้ผลิตมีความจำเป็นต้องจัดส่งสินค้าเป็นงวดให้แก่ลูกค้า จะต้องมีการทำสัญญาการจัดส่งในแต่ละครั้ง และการวางบิลและทำจ่ายเงินนั้นจะต้องเกิดขึ้นเป็นครั้งๆไป การส่งของล่าช้าหรือปัญหาที่อาจเกิดกับสินค้าไม่สามารถทำให้ลูกค้ามีสิทธิ์ในการปฏิเสธการส่งของในงวดถัดๆไปได้
7.3    ผู้ผลิตไม่มีความจะเป็นต้องรับผิดชอบต่อลูกค้าหากมีความเสียหายเกิดขึ้นระหว่างการขนส่งสินค้า หรือการส่งสินค้าล่าช้า หรือความเสียหายใดๆก็ตามที่อาจเกิดขึ้น
7.4    การขนส่งและบรรจุภัณฑ์ : ผู้ผลิตขอสงวนสิทธิ์ในการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการขนส่งและบรรจุภัณฑ์หากมีข้อตกลงในการจัดส่งแบบพิเศษ
8.    กรรมสิทธิ์ชื่อผลิตภัณฑ์ 
8.1    สินค้าถือเป็นกรรมสิทธิ์และความเสี่ยงของลูกค้านับตั้งแต่วันส่งของ (หรือตามข้อตกลงการส่งมอบสินค้าระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง) หากแต่ชื่อผลิตภัณฑ์นั้นจะยังไม่ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของลูกค้าทั้งหมดจนกระทั่งลูกค้าชำระเงินเต็มจำนวนให้แก่ผู้ผลิต (รวมถึงหนี้สินต่างๆที่เกิดขึ้นก่อนการทำสัญญา)
8.2    จะกระทั่งชื่อและกรรมสิทธิ์ของผลิตภัณฑ์จะเป็นของลูกค้าแบบเต็มตัว :
(i)    ทรัพย์สินและกรรมสิทธิ์ในผลิตภัณฑ์จะยังเป็นของผู้ผลิต และลูกค้าจะต้องให้สิทธิ์ในผลิตภัณฑ์กับผู้ผลิตบนพื้นฐานของความไว้วางใจในฐานะผู้รับฝากทรัพย์
(ii)    ผลิตภัณฑ์จะต้องถูกเก็บรักษาแยกไว้จากสินค้าอื่นๆของลูกค้าเพื่อให้สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าเป็นทรัพย์สินของผู้ผลิต และลูกค้าจะต้องไม่เคลื่อนย้าย ทำให้เกิดรอยตำหนิ หรือปิดบังอำพรางจุดสังเกตุใดๆบนผลิตภัณฑ์
(iii)    ลูกค้าจะต้องดูแลรักษาผลิตภัณฑ์ให้อยู่ในสภาพที่ดีปราศจากความเสี่ยงเพื่อให้ได้ราคาเต็มนับจากวันที่ส่งมอบสินค้า และให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์แก่ผู้ผลิตซึ่งอาจมีการสอบถามจากผู้ผลิตเป็นครั้งคราว
(iv)    ลูกค้ามีสิทธิ์ในการดำเนินธุรกิจ ขายสินค้าและผลิตภัณฑ์ใดๆที่เป็นทรัพย์สินของผู้ผลิตได้ตามปกติตราบเท่าที่ลูกค้าไม่ทำการละเมิดเงื่อนไขใดๆ และจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่จะยึดถือความไว้วางใจและการจ่ายหรือโอนเงินให้แก่ผู้ผลิต (ตามขอบเขตของจำนวนเงินตามที่ผู้ผลิตระบุ) รวมถึงรายได้จากการขายและการรับประกันสินค้าที่ลูกค้าอาจได้รับจากผู้ซื้อซึ่งเป็นผลมาจากการขาย
8.3    หากเกิดเหตุการณ์ใดๆก็ตามที่ระบุไว้ในหัวข้อ 12.1 ผู้ผลิตจะไตร่ตรองด้วยเหตุผลและเชื่อว่าเหตุการณ์ใดๆที่อาจเกิดขึ้นนั้นเป็นจริงและจะแจ้งลูกค้า และในแต่ละกรณีนั้น อำนาจในการขายของลูกค้าจะยุติลงโดยปริยาย และผู้ผลิตขอสงวนสิทธิ์ในการครองครองสินค้าทั้งหมดหรือบางส่วนโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า (หมายรวมถึงจุดประสงค์ในการไปยังสถานที่ใดๆก็ตามที่ลูกค้าเป็นผู้ครอบครองหรือบริษัทสาขา บริษัทแม้ และบริษัทอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า) ถือเป็นมูลค่าที่พึงชำระแก่ผู้ผลิตโดยปราศจากผลกระทบใดๆต่อผู้ผลิตและเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
9.    เครื่องหมายการค้าและชิ้นงานสำหรับการโฆษณา
ลูกค้าจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการใช้งานเครื่องหมายการค้าและชิ้นงานสำหรับการตลาดของผู้ผลิตอย่างเคร่งครัดตามที่ได้ระบุไว้
10.    การจำกัดความรับผิด
10.1    ขอบเขตความรับผิดของผู้ผลิต (หากมี) จะเทียบเท่ากับราคาของสินค้าที่เกิดปัญหาไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาข้อบกพร่องในการผลิตสินค้า การละเมิดสัญญา หรือภาระหน้าที่ที่ต้องชดเชยให้ลูกค้า ผู้ผลิตจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายหรือการกระทำใดๆที่เกิดกับสินค้าหากสินค้านั้นเกิดปัญหาหลังจากลูกค้าได้ใช้สินค้าไปแล้วไม่ว่ากรณีใดก็ตาม และภาระหนี้สินของลูกค้าต่อผู้ผลิตจะไม่ลดลงจากปัญหาความเสียหายของสินค้า
10.2    ผู้ผลิตจะไม่รับผิดชอบใดๆต่อลูกค้าในการละเมิดสัญญา (รวมไปถึงการประมาทเลินเล่อ) การฝ่าฝืนหน้าที่ตามกฎหมาย หรือกฎระเบียบอื่นๆที่ทำให้เกิดการสูญเสียกำไร การสูญเสียทางอ้อมหรือที่เกี่ยวข้องและส่งผลกับสัญญา
11.    การปฏิบัติตาม
11.1    ลูกค้าจะต้องยินยอมปฏิบัติตามกฏหมายและรัฐบัญญัติ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงแค่การต่อต้านการตินสินบน การต่อต้านการทุจริต การต่อต้านการฟอกเงิน การกักกันสินค้า การแทรกแซงทางเศรษฐกิจ กฎหมายต่อต้านการผูกขาด สิ่งแวดล้อม การขนส่งและนำเข้าสินค้า การรักษาความปลอดภัยข้อมูล กฎหมายคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมไปถึงการต่อต้านการใช้แรงงานแบบผิดกฎหมาย การใช้แรงงานเด็ก การค้ามนุษย์ และปฏิบัติเช่นเดียวกันกับตัวแทน ผู้จัดจำหน่าย ผู้ผลิต และผู้รับจ้างช่วงของลูกค้าเอง
11.2    ลูกค้ารับทราบถึงหลักจรรยาบรรณและแนวทางการป้องกันการทุจริตที่ระบุไว้โดยผู้ผลิตเป็นอย่างดี สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.essilor.com.
12.    การยุติสัญญา
12.1    ผู้ผลิตมีสิทธิ์ในการยุติสัญญา ยกเลิกการสั่งซื้อ และ/หรือระงับการส่งสินค้าโดยทันทีโดยปราศจากผลกระทบต่อสิทธิ์หรือการประนีประนอมใดๆหาก (ก) ลูกค้าได้ทำการละเมิดข้อผูกมัดใดๆภายใต้สัญญาที่ระบุไว้ (ข) ลูกค้าผิดนัดชำระค่าใช้จ่ายๆใดต่อผู้ผลิตภายใต้สัญญาที่ระบุไว้ (ค) ลูกค้ากระทำให้เกิดความเสียหายหรือขั้นตอนทางกฎหมายต่อทรัพย์สินของผู้ผลิต (ง) ลูกค้าใช้ขั้นตอนหรือการกระทำใดๆที่เป็นการเข้าถึงการบริหาร การชำระบัญชีชั่วคราว  หรือการนัดหมายกับเจ้าหนี้ (ที่มีจุดประสงค์เกินกว่าการปรับโครงสร้างหนี้) ยุติกิจการ (ไม่ว่าจะเป็นการกระทำโดยสมัครใจหรือตามคำสั่งศาล และนอกเหนือจากจุดประสงค์เพื่อการปรับโครงสร้างหนี้) มีผู้รับช่วงต่อในการบริหารทรัพย์สินหรือยุติบทบาทหน้าที่การบริหารธุรกิจ หรือ (จ) สถานะทางการเงินของลูกค้านั้นเกิดความไม่น่าเชื่อถือตามขอบเขตของความเห็นของผู้ผลิตและความสามารถของลูกค้าในการปฏิบัติตามสัญญาผูกมัดนั้นอยู่ในเกณฑ์อันตราย
12.2    ลูกค้าไม่มีสิทธิ์ในการยุติหรือยกเลิกสัญญาโดยไม่ได้รับการยินยอมจากผู้ผลิต ซึ่งหากได้รับการยินยอม ให้ถือว่าลูกค้าอยู่ในสภาพชัดเจนที่จะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ผลิตสำหรับการยกเลิกสัญญา
12.3    หากมีการยุติสัญญาเกิดขึ้น ให้ถือว่าจำนวนเงินทั้งหมดที่ลูกค้าต้องชำระให้แก่ผู้ผลิตจะครบกำหนดชำระและมีผลให้ชำระเงินทันที
12.4    หัวข้อที่ 7, 8, 9 , 10, 12, 13 และ 14 ของเงื่อนไขที่ระบุไว้จะไม่ส่งผลต่อการยุติหรือยกเลิกสัญญา 
13.    การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
13.1    ลูกค้าและผู้ผลิตตกลงร่วมกันที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขและปฏิบัติตามกฏหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
13.2    นโยบายความเป็นส่วนตัวของผู้ผลิตซึ่งรวมอยู่ในเงื่อนไขที่ระบุไว้นั้นจะมีผลบังคับใช้กับข้อมูลส่วนบุคคลที่ผู้ผลิตได้รับจากลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับลูกค้า คู่ค้าของลูกค้า ผู้ใช้งานสินค้าโดยตรง และ/หรือ ผู้ใช้งานสินค้าประเภทอื่นๆ ในการสั่งซื้อสินค้า ลูกค้ายอมรับข้อกำหนดของนโยบายความเป็นส่วนตัวของผู้ผลิตและยินยอมให้มีการรวบรวม การใช้งานและการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลตามนโยบายความเป็นส่วนตัว (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์)
13.3    ลูกค้าจะต้องทำการตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลส่วนบุคคลได้รับการอนุญาตที่เหมาะสมและถูกต้องตามกฎหมายสำหรับการเก็บรวมรวม การใช้งาน การปกป้อง และการประมวลผลเพื่อให้ในสัญญาตามวัตถุประสงค์ตามที่กฎหมายการปกป้องของมูลและความเป็นส่วนตัวกำหนด
13.4    ในการให้ข้อมูลส่วนตัวแก่ผู้ผลิต ลูกค้าให้การรับรองว่าจะจัดหาข้อมูลที่ได้รับอนุญาตเผยแพร่เพื่อการประมวลผลโดยผู้ผลิตหรือตัวแทนผู้ผลิตตามวัตถุประสงค์
13.5    ลูกค้าอาจใช้ข้อมูลในหัวข้อนี้ และ/หรือ นโยบายความเป็นส่วนตัวเพื่อเป็นข้อมูลในการอ้างอิงวิธีการประมวลผลข้อมูลส่วนตัวของผู้ผลิต
13.6    [ข้อกำหนดของกฎหมายว่าด้วยมาตรการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการส่งสินค้าออกไปยังทวีปยุโรป] ผู้ผลิตจะต้อง:
(i)    ประมวลผลหรือถ่ายโอนข้อมูลส่วนบุคคลที่ลูกค้าให้ไว้ตามรูปแบบของเอกสารจากลูกค้าเท่านั้น เว้ยเสียแต่ผู้ผลิตได้รับการเรียกร้องให้ทำการประมวลผลและถ่ายโอนข้อมูลตามกฏหมายที่กำหนดของสหภาพยุโรปหรือประเทศสมาชิก ;
(ii)    ปฏิบัติตามขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อให้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของพนักงาน ผู้ให้คำปรึกษา ตัวแทน และผู้รับเหมาของผู้ผลิตที่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่ลูกค้าให้ไว้ตามข้อตกลงนี้ ;
(iii)    ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีการใช้มาตราการทางเทคนิคและการจัดการองค์กรที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ระดับความปลอดภัยที่พึงพอใจต่อความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากกระบวนการ ;
(iv)    ให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าสำหรับการตอบสนองคำร้องจากเจ้าของข้อมูลผู้ซึ่งมีสิทธิ์ในการเรียกร้องตามกฎหมายกำหนด ;
(v)    เมื่อมีการยกเลิกข้อตกลงและเมื่อลูกค้าเลือกที่จะลบหรือเรียกข้อมูลที่ลูกค้าให้ไว้คืนและลบสำเนาข้อมูลต่างๆ เป็นที่เข้าใจตรงกันว่าในทั้งสองกรณีนั้น ผู้ผลิตอาจเก็บสำเนาของข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวเท่าที่จะเป็นตามที่กฎหมายของสหภาพยุโรปหรือหนึ่งในประเทศสมาชิกกำหนด

13.7    [ข้อกำหนดของกฎหมายว่าด้วยมาตรการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการส่งสินค้าออกไปยังทวีปยุโรป] ลูกค้ายินยอมและอนุมัติให้บริษัทในเครือของผู้ผลิตดำเนินการในฐานะผู้ดำเนินการรายย่อย นอกจากนี้ ลูกค้ายินยอมและอนุมัติให้บริษัทคู่ค้าของผู้ผลิตดำเนินการในฐานะผู้ดำเนินการรายย่อยเช่นกัน 
14.    อื่นๆ
14.1    ผู้ผลิตอาจมีการมอบหมาย โอนย้าย จำนอง คิดค่าใช้จ่าย ทำสัญญา หรือจัดการในลักษณะอื่นใดต่อสิทธิ์หรือสัญญาผูกมัดภายใต้สัญญา ; หากแต่ลูกค้าไม่สามารถมอบหมาย โอนย้าย จำนอง คิดค่าใช้จ่าย ทำสัญญา แสดงเจตนา หรือจัดการในลักษณะอื่นใดต่อสิทธิ์หรือสัญญาผูกมัดภายใต้สัญญาเว้นเสียแต่จะได้รับการยินยอมเป็นลานลักษณ์อักษรจากผู้ผลิต
14.2    หากข้อกำหนดหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของข้อกำหนดไม่ถูกต้อง ผิดกฎหมาย หรือไม่สามารถบังคับใช้ได้ ให้ถือว่ามีความจำเป็นต้องแก้ไขให้ถูกต้อง ถูกกฎหมาย และสามารถบังคับใช้ได้ หากไม่สามารถทำการแก้ไขได้ ให้ถือว่าข้อกำหนดหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของข้อกำหนดนั้นจะต้องถูกตัดออก การแก้ไขหรือตัดข้อกำหนดหรือบางส่วนของข้อกำหนดที่อยู่ภายใต้สัญญานั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อความถูกต้องหรือการบังคับใช้ของส่วนอื่นๆที่ระบุไว้ในสัญญา
14.3    กฎหมายอนุญาโตตุลาการ สัญญาฉบับนี้จะถูกควบคุมและตีความตามกฎหมายของราชอาณาจักรไทย ข้อพิพาท ความขัดแย้ง ความแตกต่าง หรือการเรียกร้องใดๆที่เกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ รวมถึงการดำรงอยู่ ความสมบูรณ์ การตีความ ประสิทธิภาพ การละเมิดสิทธิ์ หรือการเลิกจ้างของข้อพิพาทใดๆอันเกิดจากหรือเกี่ยวข้องกับภาระผูกพันที่ไม่ได้มีการทำสัญญาไว้นั้นจะถูกตัดสินโดยกฎหมายที่กำหนดโดยหอการค้าระหว่างประเทศ (“ICC”) ภายใต้กฎหมายอนุญาโตตุลาการของหอการค้าระหว่างประเทศ และจะมีผลบังคับใช้เมื่อมีการส่งคำร้องการแจ้งอนุญาโตตุลาการ การพิจารณาของอนุยาโตตุลาการจะต้องเกิดขึ้นที่ราชอาณาจักรไทย ผู้ตัดสินจะมีเพียงหนึ่งเดียวที่เป็นผู้ที่ได้รับการเห็นด้วยร่วมกันโดยคู่กรณี ในกรณีที่คู่กรณีไม่สามารถทำการตกลงร่วมกันในเรื่องของผู้ตัดสินได้ คู่กรณียินยอมที่จะให้ผู้ตัดสินนั้นได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมาย และการอนุญาโตตุลาการนั้นจะดำเนินการด้วยภาษาอังกฤษ คู่กรณีแต่ละฝ่ายจะทำการเสนอศาลที่มีอำนาจในการตัดสินคดีทั่วไปในกรุงเทพฯเพื่อให้การสนับสนุนการดำเนินการอนุญาโตตุลาการตามหัวข้อ 14.3 รวมถึงการให้ความช่วยเหลือชั่วคราวระหว่างการรอผลของกระบวนการและการใช้บังคับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ
14.4    สิทธิ์และการเยียวยาความเสียหายที่ได้ตกลงกับผู้ผลิตตามเงื่อนไขนั้นจะถือว่าเป็นเงื่อนไขเพิ่มเติมนอกเหนือจากสิทธิ์และการเยียวยาความเสียหายอื่นๆตามกฎหมายกำหนด
14.5    การปลด สละสิทธิ์ หรือประนีประนอมต่อสัญญาผู้มัดหรือเงื่อนไขใดๆภายใต้สัญญาจำเป็นต้องมีเอกสารยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร และจะไม่ถือว่าเป็นการปลด สละสิทธิ์ หรือประนีประนอมต่อสัญญาผู้มัดหรือเงื่อนไขใดๆที่คล้ายคลึงกันในอนาคต
14.6    การไม่ดำเนินการใดๆและความล่าช้าในการดำเนินการของผู้ผลิต รวมถึงสิทธิ์หรือการเยียวยาใดๆภายใต้สัญญไม่ถือเป็นการปลดปล่อยหรือการสละสิทธิ์  และการดำเนินการส่วนเดียวหรือบางส่วนของสิทธิ์และการเยียวยาความเสียหายจะไม่ถือเป็นการป้องกันการดำเนินการอื่นๆ หรือการดำเนินการในอนาคตในการใช้สิทธิ์หรือการเยียวยาความเสียหาย
14.7    ตามที่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจน สิทธิ์ในการยกเลิกที่ได้รับจากผู้ผลิตนั้นจะถือเป็นเงื่อนไขเพิ่มเติมนอกเหนือจากสิทธิ์ การเรียกร้อง และการเยียวยาความเสียหายที่ระบุไว้แล้ว และการไม่ดำเนินการใดๆหรือความล้มเหลวในการใช้สิทธิ์การยกเลิกนั้นไม่ถือว่าเป็นการสละสิทธิ์ของสิทธิ์ การเรียกร้อง และการเยียวยาความเสียหายอื่นๆ
14.8    บุคคลที่ไม่ได้ถูกระบุไว้ในสัญญาไม่มีสิทธิ์ในบังคับใช้เงื่อนไขใดๆก็ตามในสัญญา
14.9    คำนามที่เป็นเอกพจน์นั้นสามารถหมายความถึงคำนามพหูพจน์ได้ในทุกบริบทหากจำเป็น และคำนามพหูพจน์สามารถหมายความถึงคำนามเอกพจน์ได้ในทุกบริบทเช่นกัน